เทคนิคมองโลก ในแง่ดี


Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 257 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 259 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

คนไทยสมัยนี้เครียดกันง่ายจัง วันๆ หนึ่งต้องพบกับความทุกข์ใจ ไม่สบายใจ กังวลใจ กันหลายๆ ครั้ง ไม่เหมือนกับคนไทยสมัยโบราณที่กว่าจะเกิด
ความเครียดขึ้นมาได้
โน่น..ต้องมีเสือบุกเข้ามากินวัว โจรบุกเข้ามาปล้น ถึงจะเกิดความเครียดกันทีหนึ่ง เรียกว่าวันๆ หนึ่งแทบจะไม่รู้จักความเครียดกันเลย ใบหน้าคนไทยสมัยก่อนจึงมีแต่รอยยิ้ม

พวกฝรั่งซึ่งเป็นคนมาจากวัฒนธรรมอื่นมาเห็นเข้าพากันแปลกใจว่าทำไมคนไทยอารมณ์ดีกันจัง ก็เลยตั้งชื่อว่าให้ว่า “สยามเมืองยิ้ม”

นอกจากนี้คนไทยยังมีวิธีคิดที่ได้รับ
อิทธิพลจากพุทธศาสนา ให้รู้จักคิดปล่อยวาง คิดให้สบายใจ ในยามที่ต้องพบกับปัญหาหนักๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบันนี้ยังเหลือร่องรอยวิธีคิดเหล่านี้อยู่ในนิสัยคนไทยทั่วๆ ไปบ้าง แต่บางคนก็ลืมไป
แล้ว หรือคนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จัก วันนี้จึงขอนำวิธีคิดเหล่านี้นำมาปรับปรุงแก้ไขให้มีความเป็นพุทธ และ ให้มีความทันสมัย เหมาะกับคนยุคปัจจุบันมากขึ้น
นำเสนอเป็นเทคนิควิธีคิดมองโลกในแง่ดี
สำหรับคนยุคไอที ดังต่อไปนี้

– ยามพบอุปสรรคในการทำงาน

ไม่เป็นไร..เอาใหม่ : คำพูดนี้สำคัญมากค่ะ เอาไว้ใช้อุทาน เวลาท่านต้องประสบกับปัญหาความล้ม
เหลวในการทำงานหรือ เจอข้อผิดพลาดอะไรขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน หรือ เวลาเพื่อนร่วมงานทำงานผิดพลาด
คำพูดนี้จะเป็นเครื่องปลอบใจและให้กำลังใจได้เป็นอย่างดี คำว่า “ไม่
เป็นไร”
เป็นคำที่ทำให้จิตใจปล่อยวางจากปัญหา ไม่ถูกบีบคั้นจากปัญหา คำว่า “เอาใหม่” เป็น คำพูดที่ปลุกคุณธรรมข้อ “วิริยะ” แปลว่า
เพียร
สู้งาน ปลุกใจให้เราคิดสู้ปัญหา ไม่ท้อถอย

– ยามพบกับเหตุการณ์ร้ายที่ไม่พึงปรารถนา

โชคดีนะเนี่ย : ไม่ว่าคุณเจอะเจอกับความทุกข์กาย
ทุกข์ใจอะไรในชีวิตประจำวัน ให้คิดเสียว่าสิ่งเลวร้ายที่เราต้องประสบทุกๆ ครั้ง มันไม่ได้ร้ายกาจจนถึงที่สุดแม้สักอย่างเดียว มันเป็นความ”โชคดี”ของเราจริงๆ ที่ไม่เจอหนักกว่านี้

ยก
ตัวอย่าง

เดินหัวชนเสาหัวปูด อุทานว่า “อูย ! ..โชคดีนะเรา หัวยังไม่แตก”

โดนตัดเงินเดือน พูดกับตัวเองว่า “เขาไม่ไล่เราออก ก็บุญแล้วถือว่ายังโชคดีนะเนี่ย”
ทำกาแฟร้อนๆ
หกรดขากางเกง พูดกับตัวเองว่า “เหอ..ๆ โชคดีที่มันไม่หกรดเป้ากางเกงเรา″

– ยามมีปัญหากับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

เขายังดีนะ : เวลาคุณมีปัญหากับเพื่อนมนุษย์
เช่น เพื่อนร่วมงาน คนข้างบ้าน ฯลฯ เช่น บางคนอาจจะทำงานไม่ถูกใจ บางคนอาจจะทำอะไรผิดใจคุณ หรือ บางคนอาจจะมีเจตนาไม่ดีกับคุณ ให้คิดเช่นเดียวกันว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันก็ยังไม่ได้ร้ายกาจ
ถึงที่สุดกับคุณแต่อย่างใด มันยังมีแง่ดีๆ ให้เราคิดถึงเขาอยู่เสมอ

ยกตัวอย่าง

-คนข้างบ้านนินทาเรา เราก็บอกกับตัวเองว่า โอ้… นี่เขายังดีนะที่ไม่ถึงกับมาดักทำร้าย
เรา
-มีคนมาขโมยปากกาที่โต๊ะทำงานเราไป เราก็คิดว่า เจ้าขโมยนี่ยังดี ที่ไม่ยกเครื่องคอมพ์เราไป
-สาวหักอก เราก็คิดว่า เธอยังดีนะเนี่ยที่ไม่ควงคู่แข่งมาเย้ยเราให้เจ็บใจหนักไปกว่านี้

-
เพื่อนร่วมงานเอาเปรียบ เราก็คิดว่า เขาก็ยังดีที่ไม่ใส่ร้ายป้ายสีเราข้างหลัง
-เทคนิคคิดเมื่อเจอปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

เอ๊ะ…! ตรงนี้เราได้อะไร : เป็นการตั้งคำ
ถามเพื่อให้จิตตั้งแง่คิดเพื่อมุ่งหาความรู้ทันทีที่ได้พบกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน อาทิเช่น นาย ก. เดินตกท่อ ขาแข้งถลอก นาย ก. ทั้งๆ ที่เจ็บปวด กลับตั้งคำถามขึ้นมาในใจว่า เราเดินตกท่อตรงนี้
เราได้อะไร ! เท่านั้นเองคำตอบต่างๆ ก็พรั่งพรูออกมามากมาย อาทิเช่น

. เราได้ดูแลรักษาตัวเองอีกแล้วดีจัง ไม่ได้ดูแลตัวเองมานาน
. เราได้บท
เรียนซาบซึ้งกับคำว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง” (เคยเดินมาดีๆ ทุกวัน วันนี้ใครกันดันมาเปิดฝาท่อ)

. มันทำให้เราได้ไอเดียเกี่ยวการทาแถบสีสะท้อนแสง
ตรงขอบท่อ เพื่อคนจะได้สังเกตเห็นได้แต่ไกลๆ

วิธีคิดเช่นนี้จะทำให้เรารู้สึกเลยว่า ชีวิตนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย คือ แม้ว่าเราจะพบกับสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนาก็ตาม แต่ถ้าหากว่าเรารู้จักตั้งคำถามเช่นนี้
เป็นนิสัย เราก็จะได้สิ่งที่ดีๆ มากมายจนบางครั้งเราอาจจะต้องนึกขอบคุณที่ได้เจอกับปัญหาบ่อยๆ เลยทีเดียว

อย่าลืม! มองโลกในแง่ดีนะคะ

 

 

Author : pang_39

rating: 0% - 0 votes

  • 0.00 / 5 5
0 votes, 0.00 avg. rating (0% score)

สารพัดประโยชน์จาก…พริก


Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 257 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 259 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

สารพัดประโยชน์จาก…พริก

พริก…ช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด ช่วยให้ระบบการหายใจ
สะดวกสบายยิ่งขึ้น
สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำมูกหรือลดปริมาณสารที่ขัดขวางระบบการหายใจ ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่างๆ ช่วยบรรเทาอาการไอ
สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของตัวยาหลายๆ ชนิด นอกจากนั้นสารเบตาแคโรทีนในพริกช่วยป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ในบริเวณเนื้อเยื่อบุผนังช่องปาก จมูก ลำคอ และปอด
พริก…ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด
หรือการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน การบริโภคพริกเป็นประจำจะช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากการอุดตันของเส้นเลือด นับเป็น
สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว เนื่องจากพริกช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นและช่วยลดความดัน เพราะว่าในพริกมีสารจำพวกเบตาแคโรทีนและวิตามินซี ซึ่งช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือด
ให้แข็งแรงเพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือด ทำให้ปรับตัวเข้ากับแรงดันระดับต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น พริก…ช่วยลดปริมาณสารคอเลสเตอรอล สารแคปไซซินช่วยป้องกันมิให้ตับสร้างคอ
เลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-Low density lipoprotein) ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-high density lipoprotein) มากขึ้น ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ใน
กระแสเลือดต่ำลง เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค พริก…ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากพริกเป็นพืชผักที่มีวิตามินซีสูง การบริโภคอาหารที่มีวิตามินซีมากๆ จะ
ช่วยปกป้องการเกิดโรคมะเร็งได้ วิตามินซียับยั้งการสร้างไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร วิตามินซีช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบของกระดูกอ่อน รวมถึงเป็นส่วน
ประกอบของผิวหนัง กล้ามเนื้อและปอด คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่สามารถหยุดกแพร่กระจายของเซลล์เนื้อร้ายได้ นอกจากนี้ วิตามินซียังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) คือสามารถยุติหรือขัด
ขวางบทบาทของอนุมูลอิสระ (free radicals) ที่จะก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์จนเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด สารเบตาแคโรทีนในพริกช่วยลดอัตราการเสี่ยงของโรคมะเร็งในปอด และในช่องปาก คนที่
รับประทานผักที่มีสารเบตาแคโรทีนน้อย จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าคนที่รับประทานผักที่มีเบตาแคโรทีนสูงถึง 7 เท่า คุณสมบัติของสารเบตาแคโรทีนจะช่วยลดอัตราการกลายพันธุ์ของ
เซลล์และทำลายเซลล์มะเร็ง สำหรับพริกบางชนิดที่มีสีม่วงจะมีสารพวกแอนโทไซยานิน ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คือ สามารถทำลายอนุมูลอิสระได้เช่นกัน พริก…ช่วย
บรรเทาอาการเจ็บปวด
เช่น ลดอาการปวดฟัน บรรเทาอาการเจ็บคอ และการอักเสบของผิวหนัง เป็นต้น ในปัจจุบันมีการใช้สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบของขี้ผึ้ง ใช้บรรเทาอาการปวดอัน
เนื่องมาจากผดผื่นคันและอาการผื่นแดงบริเวณผิวหนัง รวมทั้งอาการปวดที่เกิดจากเส้นเอ็น โรคเกาต์ หรือโรคข้อต่ออักเสบ เป็นต้น นอกจากนี้ผลการทดลองใหม่ๆยังบ่งชี้ว่าสารแคปไซซินช่วยลดอาการ
ปวดศีรษะและไมเกรนลงได้ พริก…ช่วยเสริมสร้างสุขภาพและอารมณ์ดี เนื่องจากสารแคปไซซินมีส่วนในการส่งสัญญาณให้ต่อมใต้สมองสร้างสาร เอนดอร์ฟิน (endorphin มาจาก
คำว่า endogenous morphine) ขึ้น สารเอนดอร์ฟินเป็นเปปไทด์ขนาดเล็ก (โปรตีนสายสั้นๆ) มีคุณสมบัติคล้ายมอร์ฟีน คือ บรรเทาอาการเจ็บปวด ในขณะเดียวกันก็สร้างอารมณ์ให้ดีขึ้น ยิ่งรับ
ประทานเข้าไปมากเท่าใด ร่างกายก็จะสร้างเอนดอร์ฟินขึ้นมามากขึ้นเท่านั้น ปกติร่างกายของคนเราจะสร้างสารเอนดอร์ฟินขึ้นภายหลังการออกกำลังกาย ดังนั้นการออกกำลังกายแม้จะทำให้ร่างกาย
เมื่อยล้า แต่ผู้ออกลังกายจะรู้สึกสดชื่นแจ่มใส ถ้าต้องการบรรเทาความเผ็ดของอาหารในปากควรดื่มแอลกอฮอล์ หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบมากกว่าการดื่มน้ำ เพราะ
การดื่มน้ำมีผลเพียงช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้เท่านั้น แต่ความเผ็ดก็ยังไม่ได้ลดลง เนื่องจากว่า น้ำ ละลายสารดังกล่าวได้ไม่ดี…นั่นเอง
Tips เกณฑ์วัดระดับความเผ็ด
ร้อนสากลของพริกหรือผักผลไม้ที่มีสารแคปไซซินซึ่งให้ความเผ็ดร้อนนี้เรียกว่า สโกวิลล์ (Seoville) เป็นคำที่ตั้งขึ้นตามชื่อของผู้คิดค้นวิธีการวัดระดับนี้ ซึ่งก็คือ วิลเบอร์ ลินคอร์น สโกวิลล์ นักเคมี
ชาวอเมริกัน โดยเขาได้คิดค้นระดับวัดความเผ็ดนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1912 ขณะทำงานอยู่ที่บริษัทผลิตยา พาร์ก เดวิส เพื่อวัดความฉุนหรือความเผ็ดร้อนของพริกต่างชนิดกัน สำหรับความเผ็ดที่วัดได้จากพริก
ขี้หนูสวนบ้านเรานั้นจะอยู่ที่ 50,000-100,000 สโกวิลล์ ในขณะที่สารแคปไซซินบริสุทธิ์นั้นมีค่าประมาณ 15,000,000-16,000,000 สโกวิลล์ ส่วนพริกที่ได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊กว่าเผ็ดที่สุดใน
โลกก็คือ พริกฮาบาเนโร จากเรด ซาบีนา วัดค่าได้ถึง 350,000-577,000 สโกวิลล์…เลยทีเดียว

http://women.sanook.com/796793/%E0%B8%AA
%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A
%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81/

ประโยชน์ทางยาของ
พริก

  • พริกเป็นพืชที่มีความสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทย นอกจากประโยชน์ในด้านการปรุงแต่งรสชาติทางอาหารแล้ว พริกยังมีประโยชน์ทางยาอีกด้วย
    พริก
    จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับมะเขือต่าง ๆ และมะเขือเทศ คืออยู่ในตระกูล Solanacae พริกที่พบมากในประเทศไทยได้แก่

– พริกชี้ฟ้า (Capsicum anmum Linn.)

– พริกขี้หนู (Capsicum frutecens Linn.)

– พริกขี้หนูสวน (Capsicum minimum Roxb.)

สารสำคัญที่ทำให้พริกมีรสเผ็ดร้อนคือ
capsaicin ซึ่งจะอยู่ในส่วนของรกพริก (บริเวณที่เมล็ดพริกเกาะอยู่) และที่ septum ส่วนผนังด้านนอก capsaicin เป็นสารที่มีโครงสร้างเป็น vanillyl amide ออกฤทธิ์โดยทำให้เกิดการปลดปล่อย
substance p ซึ่งเป็น neurotransmitter ที่ส่งผ่านความรู้สึกปวดจากเซลล์ประสาทไปยังสมอง หลังได้รับ capsaicin ซ้ำๆ จะทำให้ substance p หมดไป ทำให้อาการปวดลดลง ส่วนฤทธิ์ที่มำ
ให้เกิดความรู้สึกร้อน เกิดขึ้นเนื่องจาก capsaicin และความร้อนจะกระตุ้นเส้นประสาทรับความรู้สึกผ่านช่องทางอิออนเดียวกัน เรียกว่าช่อง VR I (vanilloid receptor type I) เมื่อมีการกระตุ้นจะ
ทำให้เกิดสัญญาณผ่าน dorsal root ganglion เข้าไปในสมอง สั่งให้เกิดความรู้สึกร้อน

ประโยชน์ของพริกเมื่อรับประทาน
ในช่วงแรก ๆ ควรรับประทานแต่
น้อย และค่อยๆ เพิ่มขนาด จะทำให้ทางเดินอาหารค่อยๆ ปรับตัวรับความเผ็ดร้อนและระคายเคืองของพริก โดยการเพิ่มการหลั่งสารเมือกและสร้างเนื้อเยื่อบุผิวกระเพาะอาหารและลำไส้เพิ่มขึ้น ผลการ
วิจัยเป็นจำนวนไม่น้อย พบว่าเมื่อรับประทานอย่างถูกวิธี พริกจะช่วยให้เกิดการสมานแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ เมื่อรับประทานพริกในช่วงแรก จะทำให้เกิดความเผ็ดร้อนบริเวณริมฝีปากและใน
ช่องปาก แต่ต่อมาจะทำให้รู้สึกว่าร่างกายอบอุ่นสบาย ซึ่งความเผ็ดร้อนนี้ทำให้ลดลงได้มากด้วยอาหารที่มีมะเขือเทศและอาหารที่มี casein เช่น นม นอกจากนี้พริกยังช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร

โดยปกติแล้วขนาดรับประทานของพริกในผู้ใหญ่คือ 0.5 – 3 กรัม ในสหรัฐอเมริกา มีพริกจำหน่ายในรูป capsule ทั้งที่มีพริกอย่างเดียว หรือ พริกรวมกับสมุนไพรอื่นๆ เช่น ขิง กระเทียม เป็นต้น ใน
ประเทศไทย มีทิงเจอร์พริก (tincture capsicum)

การใช้พริกเป็นยาทาภายนอกเพื่อลดความเจ็บปวด
จากการที่ capsaicin สามารถลดความรู้สึกเจ็บปวดได้
จึงมีผู้นำมาใช้เป็นยาภายนอก โดยปกติแล้วจะอยู่ในรูปครีม โดยมี capsaicin 0.025 – 0.075 % ใช้บรรเทาอาการปวดเนื่องจากโรคข้ออักเสบ (osteoarthritis และ rheumatoid arthritis) โดยใช้ทา
3 – 4 ครั้งต่อวัน อย่างน้อยเป็นเวลา 2 – 4 สัปดาห์ capsaicin จะเสริมฤทธิ์ยาแก้ปวดอื่น ๆ เช่น methyl salicylate
ข้อควรระวังในการใช้ capsaicin ในรูปครีม คือต้องระวังไม่ให้ผลิตภัณฑ์
จากพริกถูกตาหรือแผลเปิด ถ้าทาแล้วเกิดอาการระคายเคือง และแดง ต้องลดจำนวนครั้งที่ทาลง สำหรับในประเทศไทย มีจำหน่ายในรูปของเจลพริก ซึ่งประกอบด้วย 0.025% capsaicin ผลิตโดย
องค์การเภสัชกรรม

หนังสืออ้างอิง :
1. R & D News & letter ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 เดือนเม.ย. – มิ.ย. 2541 หน้า 1 – 3
2. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
คู่มือพริก , 2525 , หน้า 9

http://www.srbr.in.th/Health/Capsicum.htm

เมื่อได้อ่านบทความข้างต้นแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ จึงขออนุญาตเจ้าของผลงานเพื่อนำไป
แชร์ให้ผู้สนใจได้รับทราบและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

 

Author : ppp

rating: 0% - 0 votes

  • 0.00 / 5 5
0 votes, 0.00 avg. rating (0% score)

การจัดการตำแหน่งเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในห้องนอน


Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 257 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 259 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

ห้องนอนเป็นห้องที่เราใช้เวลาในการนอนหลับผักผ่อน ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายของเราในการที่จะพักผ่อนได้อย่าง
สบาย ดังนั้นแล้วห้องนอนจึงมีความสำคัญในการตกแต่งเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสมให้มากที่สุด

  1. ควรที่วางโทรศัพท์ของเราในบริเวรอากาศถ่ายเทได้สะดวก ง่ายต่อการรับสายไม่
    เกะกะ พื้นผิวของโต๊ะเรียบ จะได้ไม่มีฝุ่นละอองไปวะสม ควรวางทางด้านทิศใต้ซึ่งจะตรงกับทิศสนามแม่เหล็กโลก
  2. ติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบริเวณมุมห้อง เพื่อให้มีการกระจายอากาศ
    อย่างทั่วถึง
  3. ควรวางตำแหน่งเครื่องเสียงในพื้นที่ค่อนข้างโล่ง เพื่อให้เสียงสะท้อนออกได้รอบทิศทาง และวางลำโพงทั้งสองตัวให้ห่างจากกันประมาณ 2-3 เมตร เพื่อกันเสียงสะท้อน หาก
    ห้องนอนค่อนข้างเล็ก ให้วางลำโพงมุมเฉียงกับผนังห้อง เพื่อให้เสียงกระทบผนังห้อง และสะท้อนออกไปได้
  4. ควรวางตู้เย็นห่างจากผนังประมาณ 10 เซนติเมตรเพื่อระบายความร้อน
    แต่การวางตู้เย็นในห้องนอนที่เปิดเครื่องปรับอากาศก็จะทำให้เครื่องปรับอากศทำงานหนักขึ้นมากโดยไม่จำเป็น
Author : pang_39

rating: 0% - 0 votes

  • 0.00 / 5 5
0 votes, 0.00 avg. rating (0% score)

การหาสาเหตุจาก อาการปวดต่างๆ


Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 257 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 259 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

อาการปวดไม่ว่าจะ
เกิดจากสาเหตุใด ควรได้รับการวินิจฉัย และรักษาที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดเฉียบพลันและรุนแรง เป็นสัญญาณอันตราย ที่ต้องใส่ใจอย่างทันท่วงทีเพราะถ้ารอช้า อาจสายเกินกว่าแพทย์จะ
ช่วยได้ทัน

สาเหตุการปวดมีความหลากหลาย และละเอียดอ่อน อาจมีปัจจัยร่วมอยู่หลายอย่าง การวินิจฉัย และการรักษาจึงต้องมีขั้นตอนอย่างละเอียดอ่อนและควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้
วินิจฉัย

อาการปวดทั่วไปเช่น ปวดแขน ปวดในช่องท้อง ปวดหลัง ปวดคอ สามารถพบแพทย์เฉพาะระบบ หรือแพทย์อายุรกรรมเพื่อรับการวินิจฉัย และการรักษาเบื้องต้นหากกินยาแก้ปวด ตาม
แพทย์สั่ง หรือพบแพทย์ 2 ครั้งแล้ว อาการยังไม่ทุเลา ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปวด หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทเพื่อวินิจฉัยสาเหตุ ได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น

การ
วินิจฉัยอาการปวดศีรษะ เป็นความเชี่ยวชาญของแพทย์ระบบประสาทหรืออายุแพทย์ประสาท ซึ่งได้ศึกษาและให้การรักษาผู้ป่วยโรคนี้จำนวนมากแพทย์ก็จะสามารถวินิจฉัยและสาเหตุของอาการปวด
ศีรษะได้อย่างถูกต้อง ผู้ป่วยบางรายกินยาแก้ปวด หรือยาคลายเครียดบางชนิด ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานมีผลเสียต่อร่างกาย ในบางกรณีการกินยาแก้ปวดหรือวาระงับประสาท ก็เป็นอีกหนึ่งสามารถ
ที่ทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น และมีผลข้างเคียงอื่นๆ อีก

หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรพบแพทย์ด่วนที่สุดเพื่อรับการวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการให้ถูกต้อง ปวดศีรษะเฉียบพลัน ปวดศีรษะร่วมกับ
อาการดังต่อไปนี้ อาเจียน มีไข้ คอแข็ง แขนขาชา และอ่อนแรง
ตามองไม่เห็น ผู้ป่วยที่กินยาแก้ปวดมานานกว่า 3 เดือน แต่อาการไม่ทุเลาหรือหายขาด

อาการปวดต่างๆ หลายคนมองเป็น
เรื่องเล็กๆ เพียงซื้อยาแกปวดตามร้าน มาทานแล้วก็หาย แต่ในความเป็นจริงอาจร้ายแรงกว่าที่คิด โดยเฉพาะกรณีที่มีอาการปวดบ่อยจนเรื้อรัง

อาการปวดส่วนใหญ่ของคนไทยเกิดจากการใช้ชีวิต
ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ทั้งการกินอาหาร และการทำกิจกรรมต่างๆ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากการทำงานตอนนี้มีมากขึ้น และน่าเป็นห่วงหากอนาคตคนไทยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

Author : pang_39

rating: 0% - 0 votes

  • 0.00 / 5 5
0 votes, 0.00 avg. rating (0% score)

วิธีการขจัดกลิ่นปาก


Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 257 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 259 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992
  1. ดูแลใส่ใจสุขภาพในช่อง
    ปากให้ดี ด้วยการแปรงฟันอย่างน้อยวันล่ะสองครั้งเช้าและก่อนนอน หรือแปรงฟังทุกครั้งหลังอาหารก็จะช่วยทำให้ไม่เกิดการสะสมของเศษอาหารในช่องปาก
  2. โคนลิ้นเป็นที่อยู่ของ
    แบคทีเรีย อาจจะทำให้เกิดกลิ่นปากได้การทำความสะอาดโคนลิ้นทุกครั้งหลังที่แปรงฟัน จึงมีความสำคัญมาก โดยใช้แปรงสีฟัน หรือแปรงทำความสะอาดลิ้นโดยเฉพราะก็จะได้ผลดี
  3. หลังแปรงฟันตอนก่อนนอน ควรที่จะกลั่วปากด้วยน้ำยาทำความสะอาดทุกครั้งเพราะว่าน้ำยาจะเคลือบอยู่ในปากเราได้นานในเวลานอน นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยลดกลิ่นปากในเวลานอนที่มีน้ำลายหลั่ง
    ออกมาน้อยได้อีกด้วย
  4. น้ำจะช่วยล้างแบคทีเรียที่ออมาจากน้ำลายถ้าเราปล่อยให้ปากแห้ง แบคทีเรียในปากก็จะเพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้เกิดกลิ่นปาก เพราะฉะนั้นในแต่ละวันเราจึงต้องดื่มน้ำ
    ให้เพียงพอ
  5. ควรงดอาหารที่มีส่วนผสมของกระเทียม หอมใหญ่เนยแข็งพริกไทย และอาหารที่ให้เกิดกลิ่นฉุน
  6. ผักชีฝรั่งที่ใช้โรยหน้าอาหารนั้น มีประโยชน์มากกว่าที่คิด
    เพราะมันจะเป็นตัวช่วยระงับกลิ่น ปากหลังมื้ออาหารได้เป็นอย่างดี
  7. ใบสะระแหน่ หรือใบมิ้นท์ ก็เป็นผักอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถช่วยให้ลมหายใจของเรา หอมสดชื่นขึ้นได้ การพกหมาก
    ฝรั่งหรือลูกอมกลิ่นมิ้นท์ติดตัวได้
    จะช่วยเรื่องกลิ่นปากได้เยอะ แต่ต้องเป็บแบบไม่มีน้ำตาลนะคะ จะฟันผุค่ะ
  8. ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้งห้าหมู่ รับประทานอาหารที่มีใย
    อาหารมากๆ เพราะการรับประทานอาหารที่ดีนี่แหละ ที่จะช่วยให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างปกติ
  9. เลิกไปเลยดีกว่าสำหรับพวกชา กาแฟ และเครื่องพวกที่มีแอลดฮอล์ทุกชนิด รวม
    ไปถึงการสูบบุหรี่ด้วย เพราะว่าการบริโภคสิ่งเหล่านี้ อาจจะทำให้สุขภาพในช่องปากไม่ดีได้
  10. ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจเช็คสุขภาพฟันทุกหกเดือนเพื่อรักษาสุขภาพปากและฟันให้ดีที่
    สุด
Author : pang_39

rating: 0% - 0 votes

  • 0.00 / 5 5
0 votes, 0.00 avg. rating (0% score)

สารอาหารในข้าว


Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 257 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 259 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

ข้าวเป็น
อาหารหลักของชาวไทยและชาวเอเชียมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ จากความรู้พื้นฐานในชั้นประถมครูจะสอนนักเรียนว่าองค์ประกอบหลักในข้าวชนิดต่างๆ คือแป้ง อย่างไรก็ตามในข้าวยังมีองค์ประกอบ
อื่นๆ ที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ประกอบในข้าวที่มีรงควัตถุสีดำหรือสีแดง เช่นข้าวเหนียวดำและข้าวแดงเป็นต้น รงควัตถุสีดำหรือสีแดงที่พบในข้าวมีหน้าที่ใน
การต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) สำหรับอนุมูลอิสระนั้นได้พบว่ามีบทบาทที่สำคัญต่อกระบวนการชราและการเกิดโรคต่างๆ ในมนุษย์เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เป็นต้น โดยปกติระบบการต่อต้าน
อนุมูลอิสระในพืชและในสัตว์สามารถแบ่งออกได้ 2 รูปแบบด้วยกันคือ 1) ระบบที่ใช้เอนไซม์เช่น superoxide dismutase, catalase และ ascorbate peroxidase และ 2) ระบบที่ไม่ใช้เอนไซม์เช่น
วิตามินซี วิตามินอี กลูตาไทออน รงควัคถุในกลุ่มแคโรทีนอยด์และฟลาโวนอยด์เป็นต้น ระบบการต่อต้านอนุมูลอิสระจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติในสิ่งมีชีวิตในกรณีที่มีการสะสมอนุมูลอิสระจากสภาวะ
oxidative stress ไม่ว่าจะเป็น superoxide radical หรือ hydroxyl radical แต่ในกรณีที่มีการสะสมอนุมูลอิสระในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้กลไกการกำจัดอนุมูลอิสระในสิ่งมีชีวิตไม่สามารถต้าน
ทานได้จึงส่งผลเสียต่อสิ่งมีชีวิต ดังนั้นการได้รับสารต่อต้านอนุมูลอิสระจากภายนอกจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยป้องกันหรือบรรเทาอันตรายจากอนุมูลอิสระ

สำหรับในบทความนี้จะขอ
กล่าวถึงบทบาทของรงควัตถุในข้าวต่อการกำจัดอนุมูลอิสระในสิ่งมีชีวิต รงควัตถุในข้าวที่พบเห็นกันโดยทั่วไปมีสีดำ สีแดง หรือสีในโทนม่วงดำ จากการศึกษาพบว่ารงควัตถุเหล่านี้ถูกจัดอยู่ในรงควัตถุประ
เภทฟลาโวนอยด์โดยเฉพาะกลุ่มแอนโทไซยานิน ซึ่งแอนโทไซยานินในข้าวแดงและข้าวเหนียวดำจัดอยู่ในกลุ่มของ cyaniding-3-O-beta-D-glucoside (Cy 3-Glc) ที่ตรวจพบมากในพืชทั่วไปโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในส่วนใบของพืช จากการศึกษาของทีมวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ในประเทศญี่ปุ่นพบว่ารงควัตถุที่สกัดได้จากข้าวที่มีสีม่วงดำมีคุณสมบัติในการกำจัดอนุมูลอิสระในกลุ่ม superoxide radical และกลุ่ม
hydroxyl radical นอกจากนี้นักวิจัยในประเทศอเมริกาพบว่าข้าวและธัญญพืชที่มีรงควัตถุสีดำหรือสีแดงมีกิจกรรมของการต่อต้านอนุมูลอิสระสูงใกล้เคียงกับผลบลูเบอรี่ ซึ่งผลไม้ในตระกูลเบอรี่ได้ชื่อว่า
เป็นแห่งที่ดีของสารต่อต้านอนุมูลอิสระ

ส่วนในประเทศจีนได้มีการศึกษาผลของข้าวที่มีสีแดงและสีดำต่อการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดกระต่ายโดยเปรียบเทียบกับการเลี้ยงด้วยข้าวขัด
ขาวพบว่าภาวะการอุดตันของเส้นเลือดของกระต่ายที่กินข้าวแดงมีค่าน้อยกว่ากระต่ายที่กินข้าวขัดขาวถึงร้อยละ 50 นอกจากนี้ยังพบว่าระดับของระดับของ reactive oxygen species และ
malondialdehyde (ผลผลิตของการเกิด lipid peroxidation) ที่อยู่ในตับของกระต่ายที่กินข้าวแดงมีการสะสมในปริมาณน้อย ในขณะเดียวกันมีกิจกรรมการต่อต้านอนุมูลอิสระและกิจกรรมของเอนไซม์
superoxide dismutase เพิ่มสูงขึ้น และยังพบว่าข้าวแดงยังช่วยให้มีการสะสมของ DHL ซึ่งเป็นคลอเลสเตอรอลชนิดที่เป็นประโยชน์ในเลือดกระต่ายอีกด้วย ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการบริโภคข้าวที่มี
รงควัตถุสีแดงหรือสีดำมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการรักษาระดับการต่อต้านอนุมูลอิสระภายในสิ่งมีชีวิต ข้าวที่มีสีน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพของตัวเอง เนื่องจากในโลกปัจจุบัน
พบว่าประชากรโลกมีการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการบริโภค ทำให้เกิดภาวะความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการเกิดโรค เพียงแต่ผู้บริโภคให้ความสนใจและระมัดระวัง
เกี่ยวการกินอีกสักนิดจะทำให้ชีวิตห่างไกลโรค

ที่มา ดร. วาริช ศรีละออง
สายวิชาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

href="http://thammculture.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB
%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7">http://thammculture.com/%E0%B8%AA
%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB
%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7

จากประสบการณ์ตรงการรับประทานข้าวเหนียว
ที่มีเมล็ดสีแดงจะมีกลิ่นหอมและนุ่มกว่าข้าวเหนียวขาว ข้าวเจ้ามะละแดงก็มีกลิ่นหอมและนุ่มกว่าข้าวหอมมะลิเจ้าขาว ดังนั้นในฐานะที่ทำนาข้าวรับประทานเองแบบเศรษฐกิจพอเพียง จึงเลือกพันธุ์ข้าว
เหนียวสีดำและข้าวเจ้ามะลิแดง เป็นส่วนใหญ่ คือปลูกข้าวเจ้ามะลิแดง จำนวน 12 ไร่ ปลูกข้าวเหนียวสีแดง (ข้าวลืมผัว) 20 ไร่ ปลูกข้าวเจ้าหอมมะลิขาว จำนวน 9 ไร่ และปลูกข้าวนาปลังพันธุ์ชัยนาท 1
จำนวน 18 ไร่

เมื่อได้อ่านบทความข้างต้นแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ จึงขออนุญาตเจ้าของผลงาน
เพื่อนำไปแชร์ ให้ผู้สนใจได้รับทราบและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

Author : ppp

rating: 0% - 0 votes

  • 0.00 / 5 5
0 votes, 0.00 avg. rating (0% score)

นานาประโยชน์จากบัว


Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 257 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 259 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

นานาประโยชน์จากบัว

ส่วนต่าง ๆ ของบัวนั้น สามารถใช้
ประโยชน์ได้ทุกส่วน เป็นทั้งยาและอาหารได้อย่างดี โดยจำแนกได้ดังนี้

ดอกบัว

ถือเป็นดอกไม้ที่สวยงาม ประชาชนหาซื้อไปบูชาพระมากกว่าดอกไม้ชนิดอื่น
เพราะสามารถคง
ความงามไว้ได้นานกว่าดอกไม้หลายชนิด

เมล็ดบัว

สามารถนำมากินได้ทั้งสดและแห้ง เมล็ดมีปริมาณสารอาหารที่สำคัญ
คือ โปรตีน ประมาณ 23 % ซึ่งสูงกว่าข้าวถึง 3
เท่า และเป็นแหล่งรวมธาตุ อาหารหลายชนิดด้วยกัน เมล็ดนำมาประกอบอาหารได้ทั้งคาวหวาน เช่น สังขยา เมล็ด ขนมหม้อแกงเมล็ด เมล็ดเชื่อม สาคูเมล็ด เป็นต้น
มีสรรพคุณ บำรุง
ประสาท บำรุงไต
รักษาอาการท้องร่วง บิดเรื้อรัง สตรีประจำเดือนมามาก น้ำกามออกไม่รู้ตัว ต้นอ่อนในเมล็ดช่วยลดความดันโลหิต ช่วยเมแรงบีบตัวของหัวใจ แก้กระหาย อาเจียนเป็น
เลือด รากบัวมีสรรพคุณห้ามเลือด ปรับประจำเดือนให้ปกติ รักษาโรคกำเดาออก ใบบัว ดอกบัว และฝักบัวมีฤทธิ์แก้อาการท้องร่วง

รากบัว

นิยมนำมาเชื่อมแห้งกินเป็นของ
หวาน หรือนำไปต้มกับน้ำตาลกรวด
แก้ร้อนใน ชาวอินเดีย จะให้เด็กดื่มน้ำรากบัว เพื่อระงับอาการท้องร่วงไหลบัว หรือต้นกล้าบัว สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งสด ทั้งแห้ง โดยมากจะนำมา
แกงส้ม แกงเลียง ผัดเผ็ดต่าง ๆ

สายบัว

สามารถปรุงอาหารแทนผักได้หลายชนิด ทั้งแกงส้มสายบัว แกงสายบัวกับ ปลาทู ฯลฯ ชาวอินเดีย กินเพื่อแก้อาการท้องร่วง

ใบบัว

นิยมนำมาห่อข้าว ห่อของ เช่น ข้าวห่อใบบัว ส่วนใบอ่อนสามารถนำมากินเป็นผักสดแกล้มน้ำพริก หรือนำมาหั่นฝอย ๆ ชงดื่มแทนน้ำชา ช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำได้เป็นอย่างดี

เกสรบัว

ส่วนของเกสรสีเหลือง สามารถใช้เข้าเครื่องยาทั้งไทยและจีน โดยเฉพาะยาลม ยาหอม ยาบำรุงหัวใจ และยาขับปัสสาวะ

ดีบัว

เป็นส่วนของต้น
อ่อนที่อยู่ภายในเมล็ด มีรสขมจัด สามารถนำมาเป็นส่วนผสมของยาโบราณ มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้

ที่มา… href="http://thai.cri.cn/1/2008/04/14/21@122705.htm">http://thai.cri.cn/1/2008/04/14/21@122705.htm

ดีบัว : Lianzixin
(
莲子心)

คำจำกัดความ

ดีบัว หรือ เหลียนจื่อซิน คือ ครรภะ (ยอดอ่อนแรกเกิด) ของเมล็ดที่แก่
จัดที่ทำให้แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า : Nelumbo nucifera Gaertn. วงศ์ Nymphaeaceae [1]
ชื่อภาษาไทย : ดีบัว (ทั่วไป) [2]
ชื่อจีน : เหลียนจื่อซิน (จีนกลาง), ไหน่จี้ซิม (จีนแต้จิ๋ว)
[1]

ชื่อภาษาอังกฤษ : Lotus Plumule [1]

ชื่อเครื่องยา : Plumula Nelumbinis [1]

การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังเก็บเกี่ยว

เก็บฝักแก่นำมารวมบนลาน
แล้วใช้ไม้ทุบให้ลูกบัวแก่ร่วงหลุดจากฝัก เอาดีบัวออกจากลูกบัว นำไปตากแดดให้แห้ง หรือผึ่งให้แห้งในที่ร่ม เก็บรักษาไว้ในที่มีอากาศเย็นและแห้ง มีการระบายอากาศดี [1, 3]

การเตรียมตัวยา
พร้อมใช้

นำวัตถุดิบสมุนไพรที่ได้ มาคัดแยกเอาสิ่งปนปลอมออก แล้วร่อนเอาเศษเล็ก ๆ ออก [3, 4]

คุณภาพของตัวยาจากลักษณะภายนอก

ตัวยาที่มี
คุณภาพดี ต้องมีขนาดใหญ่ สีเขียว ต้องไม่ผ่านการต้มมาก่อน รสขมจัด [3, 4]
สรรพคุณตามตำราการแพทย์แผนจีน

ดีบัว รสขมเล็กน้อย เย็น มีสรรพคุณแก้อาการหงุดหงิดนอนไม่
หลับ การติดเชื้อในช่องปาก ช่วยลดความดันโลหิต บำรุงสายตา บำรุงหัวใจ ปอด ไต และแก้น้ำกามเคลื่อนขณะหลับ [3, 5]

สรรพคุณตามตำราการแพทย์แผนไทย

ดีบัว รสขม
มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ แก้กระหายน้ำ แก้น้ำกามเคลื่อนขณะหลับ [2, 6]

ขนาดยา

การแพทย์แผนจีน ใช้ 2-5 กรัม ต้มเอา
น้ำดื่ม [1]

ข้อมูลวิชาการที่เกี่ยวข้อง

สารสกัดน้ำและสารสกัดแอลกอฮอล์จากดีบัวทำให้อัตราการเต้นและแรงบีบตัวของหัวใจหนูตะเภาเพิ่มขึ้น7 สาร methylcorypalline ใน
ดีบัวมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์มากต่อคนที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดเนื่องจากหลอดเลือดตีบตัน [8]
สารสกัดแอลคาลอยด์ (liensinine) จากดีบัวมีผลลด
LVP และ SAP ในหนูขาวเหมือน verapamil และลดการบีบตัวของหัวใจของกระต่าย นอกจากนี้ neferine ซึ่งเป็นสารประเภทแอลคาลอยด์ในดีบัวสามารถยับยั้งการเกิด transmembrane potential
ยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อและลด amplitude ของ action potential ของ capillary muscle ในหนูตะเภา เนื่องจากยับยั้ง Na+, Ca++, K+ current ของ myocardium รวมทั้งสามารถยับยั้งการ
เกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด โดยมีผลยับยั้งการเกิด TXA2 จาก arachidonic acid [7]
เมื่อป้อนดีบัวขนาด 20 มิลลิกรัม/ตัว/วัน แก่หนูถีบจักรเป็นเวลา 3 สัปดาห์ จากนั้นเหนี่ยวนำให้หนูเกิด
การอักเสบด้วยการฉีด lipopolysaccharide ขนาด 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เข้าทางช่องท้องหนู พบว่า )a (TNF-aดีบัวมีผลลดการอักเสบได้ โดยลดระดับของ tumor necrosis factor- และเพิ่มระดับของ
interleukin-10

แหล่งอ้างอิง

The State Pharmacopoeia Commission of P.R. China. Pharmacopoeia of

the People’s Republic of China. Vol.I.
English Edition. Beijing:

People’s Medical Publishing House, 2005.
ชยันต์ วิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต, วิเชียร จีรวงศ์. คำอธิบายตำราพระโอสถ

พระนารายณ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์อมรินทร์, 2548.
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. สมุนไพรไทย-จีน.

กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
การศาสนา, 2547.
Mei XH. Shiyong Zhongyao Paozhi Zhinan. 1st ed. Hubei: Hubei

Science & Technology Publishing House, 2005.
บริษัท หลัก
ทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด. มหัศจรรย์สมุนไพรจีน.

กรุงเทพฯ : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด มหาชน, 2550.
วุฒิ วุฒิธรรมเวช. คัมภีร์เภสัชรัตนโกสินทร์. กรุงเทพมหานคร :
บริษัท ศิลป์สยาม

บรรจุภัณฑ์และการพิมพ์ จำกัด, 2547.
บพิตร กลางกัลยา, นงลักษณ์ สุขวาณิชย์ศิลป์. รายงานผลการศึกษาโครงการ

การประเมิน
ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาจากสมุนไพร. กรุงเทพ ฯ

: บริษัท เอส อาร์ พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์จำกัด, 2544.
ลัดดาวัลย์ บุญรัตนกรกิจ. สมุนไพรน่าใช้. พิมพ์ครั้งที่ 1.
กรุงเทพมหานคร :

โรงพิมพ์ แท่นทองปริ้นติ้งเซอร์วิส, 2535.
วิสุดา สุวิทยาวัญน์ (บรรณาธิการ). จุลสารข้อมูลสมุนไพร. 2551; 25(2): 2.

เรียบเรียงโดย กรมพัฒนาการ
แพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
เขียนเมื่อ 23 มิถุนายน 2553 แก้ไขล่าสุดเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2553

สามารถดาวน์โหลดอ่านได้ที่

href="http://www.dtam.moph.go.th/tcm/images/stories/lianzixin19.pdf">http://www.dtam.moph.go.th/tcm/images/s … ixin19.pdf

กินเมล็ดป้องกันมะเร็งตับ

แหล่งโปรตีนเช่นเดียวกับการกินถั่วเหลือง ที่ธัญพืชพื้นบ้านชนิดนี้สร้างความฮือฮาให้ชาวโลกคือมีการวิจัยพบว่า เมล็ดมีสารแอนติออกซิแดนต์ในปริมาณสูง ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น
ชะลอการเสื่อมของอวัยวะและผิวพรรณ ป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ

เมล็ดมีประโยชน์ทางยาสูงมาก แพทย์แผนไทย แนะนำว่าช่วยบำรุงกำลัง แก้โรคข้อต่าง ๆ แก้ร้อนใน
กระหายน้ำ ส่วนแพทย์แผนจีนบอกว่า ช่วยบำรุงไต ม้าม หัวใจ และตับซึ่งตรงกับงานวิจัยในต่างประเทศที่ระบุว่า

“สารแอนติออกซิแดนต์จะช่วยปกป้องและบำรุงตับ โดยเฉพาะตับที่
ต้องขับสารแอฟลาท็อกซิน(Aflatoxin) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งตับออกจากร่างกาย การกินเมล็ดจึงสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้”

เมล็ดไทย-จีน ความเหมือนที่แตกต่าง

การเลือกกิน เมล็ดส่วนใหญ่ที่เราเห็นทั่วไป จะเป็นสินค้าที่นำเข้าจากประเทศจีนซึ่งจะมีเมล็ดขนาดใหญ่ ผ่านการกะเทาะเปลือก ดึงดีบัว (ต้นอ่อนที่ฝังอยู่กลางเมล็ดมีสีเขียวเข้ม) ออก และอบแห้งแล้ว

ส่วนเมล็ดไทยนั้นไม่ค่อยพบวางจำหน่ายในท้องตลาด เนื่องจากมีเมล็ดเล็ก จึงไม่เป็นที่นิยมแต่จากผลการวิจัยของ อาจารย์ปริญดา ที่ศึกษาเปรียบเทียบปริมาณ สารแอนติออกซิแดนต์ใน
เมล็ดไทยและจีนพบว่า เมล็ดไทยมีปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์สูงกว่าเมล็ดจีน 5-6 เท่า

อาจารย์ปริญดาจึงแนะนำว่า
ถ้าต้องการให้ร่างกายได้รับสารแอนติออกซิ
แดนต์ปริมาณสูงควรเลือกกินเมล็ดไทยดีกว่า โดยเฉพาะเมล็ดสด

วิธีกินคือ ลอกเปลือกออกจากเมล็ด โดยไม่ดึงเยื่อหุ้มเมล็ดและดีบัวออก
กินสด ๆ ทั้งเมล็ด จะทำให้ร่างกายได้รับ
วิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านมะเร็งซึ่งอยู่บริเวณเยื่อหุ้มเมล็ด และดีบัวในปริมาณสูง

ส่วนชนิดอบแห้งนั้น เรานำมาทำอาหารคาวหวานได้หลากหลาย
ที่คุ้นเคยกันดี คือ น้ำอาร์ซี
เมล็ดต้มน้ำตาลทรายแดง ผสมในเต้าฮวย หรือเต้าทึง ข้าวอบใบบัว เป็นต้น

ส่วนเคล็ดลับการเลือกซื้อให้ได้ของสดใหม่ คุณภาพดีมีดังนี้ค่ะ

ชนิดอบแห้ง
1. ควรเลือกเมล็ด
ที่มีสีเหลืองนวล ถ้ามีสีเหลืองเข้ม แสดงว่าเป็นเมล็ดเก่าที่เก็บไว้นานแล้ว เมล็ดไม่แตกหัก และไม่มีฝุ่นละอองปนเปื้อน
2. ขั้วเมล็ดไม่ดำคล้ำ เพราะจะเป็นเมล็ดที่เก็บไว้นานแล้ว

3. ไม่มีกลิ่นสาบหรือเหม็นหื่น

ชนิดฝักสด
เลือกฝักที่มีเมล็ดขนาดใหญ่ สีเขียวอ่อน จะได้เมล็ดที่มีเนื้อกรอบ หวานกำลังดี
คราวนี้ถ้าเจอฝักบัวสดในตลาดอย่าลืมซื้อติดไม้ติดมือมา
คนละสองสามกำนะคะ

http://www.dhammachak.net/board/viewtopic.php?
f=7&t=135#p497

จากการอ่านบทความข้างต้นนี้ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าประโยชน์ของบัวมีมากจริง ๆ จากประสบการณ์ตรงที่ตัวเองมีสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องพบ
แพทย์เป็นประจำทุก 3-6 เดือน และเมื่อประมาณกลางปี พ.ศ.2552 ไปพบแพทย์ตามนัด เกี่ยวกับอาการปวดเข่า หมอถามว่า ปัจจุบันใช้โถส้วมแบบนั่งยอง ๆ ใช่ไหม? ตอบหมอว่าใช่ หมอบอกว่าการใช้
โถส้วมแบบนั่งยองอาจทำให้ปวดเข่าได้ หมอจึงแนะนำให้เปลี่ยนโถส้วมเป็นแบบชักโครก ประกอบกับในช่วงเดียวกันได้ตรวจสุขภาพประจำปี ผลปรากฏ
ว่า ครอเลสเตอรอลสูง
ไม่ผ่านเกณฑ์ แพทย์นัดตรวจซ้ำอีกครั้งเมื่อครบ 3 เดือน

ในช่วงเวลานั้นในร่องนามีบัวหลวงขึ้นงามมาก จึงเก็บฝักบัวแกะเมล็ดบัวทานทุกวัน
ขณะนั้นมีน้ำหนักตัว 72 ก.ก. ปรากฏว่าน้ำหนักลดลงเรื่อย ๆ เดือนละ 1-2 ก.ก. แต่ก็ไม่มีอาการผิดปกติ และเมื่อครบกำหนด 3 เดือนได้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพซ้ำ เกี่ยวกับครอเลสเตอรอล ขณะนั้นน้ำหนักลดลงเหลือ 65 ก.ก. เมื่อได้รับแจ้งผลการตรวจ พบว่า ผลปกติ และหลังจาก ปี 2552 ถึงปัจจุบัน ผลตรวจสุขภาพประจำปี
ผ่านทุกรายการ โดยเฉพาะเรื่องของครอเลสเตอรอลต่ำกว่าเกณฑ์มาก และโรคปวดเข่าก็หมดปัญหา โดยไม่ได้เปลี่ยนโถส้วมเป็นแบบชักโครกตามที่แทพย์เคยแนะนำจนถึงทุกวันนี้ก็ยังใช้โถแบบนั่งยอง
ตลอด

จากประสบการณ์ตรงพอสรุปได้ว่าการรับประทานเมล็ดบัวเป็นประจำ โดยเฉพาะบัวที่แก่มีดีบัว มีผลดีต่อสุขภาพ ทำให้มีสุขภาพโดยรวมดีขึ้น เพราะปัจจุบันนี้ไม่มีรายการ
นัดพบแพทย์ประจำเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

หลังจากได้ศึกษาค้นคว้า หาความรู้ จากผลงานทางวิชาการและบทความเกี่ยวกับนานาประโยชน์จากบัว ที่อ้างอิงผู้มีความรู้ข้างต้นเห็นว่ามี
ประโยชน์จึงขออนุญาตเจ้าของผลงานดังกล่าว เพื่อนำมาแชร์ให้ผู้สนใจได้ทราบและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

Author : ppp

rating: 0% - 0 votes

  • 0.00 / 5 5
0 votes, 0.00 avg. rating (0% score)

การฟื้นฟูสมอง เพิ่มความฉลาดทางปัญญา


Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 257 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 259 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

แม้ว่าเมื่ออายุเพิ่มขึ้นในแต่ละปี
พลังสมองก็จะค่อยๆเสื่อมลงเป็นธรรมดาแต่จริงๆ แล้วถ้าเราบริหารสมอง มันก็เป็นการฟื้นฟูประสิทธิภาพของสมองให้คงฟิตเปรี๊ยะอยู่เสมอถ้ามีการกระตุ้น
สมองเป็นประจำ
ในสมองของเรานั้นก็จะเพิ่มการเชื่อมต่อขึ้นอีกนับล้านๆ จุด ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่าสมองจะมีศักยภาพเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียวในส่วนของสติปัญญาของคนเรานั้น

สามารถจะพัฒนาให้เปลี่ยนแปลงได้ด้วย เพราะความสามารถของสมองก็คือตัวบ่งชี้สติปัญญาของแต่ละบุคคลนั่นเองทักษะหลักๆ 3 ประการของสมองก็คือความสามารถในการจำ
การเรียนรู้ และการ
ใช้ความคิดสร้างสรรค์ถ้าบุคคลใดสามารถมีความจำที่ดี สามารถเรียนรู้ได้ดีและเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ด้วย
อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นคนที่มีสติปัญญาชาญฉลาดด้วย เพราะมันสมองของเขามีแต่ที่
ว่า“ดี” ในทักษะหลักๆ 3 ประการนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่าความสามารถของสมองเรามีมากน้อยขนาดไหน มาดูละเอียดทักษะทั้ง สามประการเถอะ

1.ความสามารถในการจำสมองของเรามีวิธี
จำอยู่ 2 ระดับ
คือการจำระยะสั่นและระยะยาวความจำระยะสั้นคือ ความจำในเรื่องพื้นฐานประจำวัน เช่นต้องจำได้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างในวันนี้
หรือหมายเลขรหัส ATM ของส่วนตัวความจำ
ระยะยาวคือความจำที่ไม่ไช่แค่ตั้งใจจะท่องจำก็สามารถจำได้
แต่เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน เพราะความจำระยะบาวจะเป็นเรื่องต่างๆ ที่มีขีดจำกัด

2.ความสามารถในการเรียนรู้ถ้าคน 2 คนได้
เรียนรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหมือนกัน
แต่คนที่มีศักยภาพทางสมองดีกว่า ก็จะสามารถนำความรู้นั้นไปวิเคราะห์หรือนำไปเป็นข้ออ้างอิงใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้
มิใช่แค่รู้ไว้อย่างเดียวแต่ไม่มีทาง
จัดการกับความรู้นั้นๆ ให้เหมาะสมแต่ละโอกาสด้วย

3.ความคิดเชิงริเริ่มสร้างสรรค์ยังมีคนอีกไม่น้อยที่คิดว่าความคิดความคิดในเชิงสร้างสรรค์
เป็นเรื่องของพรสวรรค์ แต่ความเป็นจริงแล้ว
สิ่งที่เราสามารถพัฒนาและสรรค์ให้เกิดขึ้นได้
เราพะว่าทุกคนเกิดมาพร้อมกับศักยภาพในความคิดอะไรแลกๆ ใหม่ๆ อยู่แล้ว แต่ว่าบางคนไม่ได้ดึงมาใช้จึงไม่มีความมันใจในตัวเองว่าจะมีความคิดใน
เชิงนี้หรือไม่

Author : pang_39

rating: 0% - 0 votes

  • 0.00 / 5 5
0 votes, 0.00 avg. rating (0% score)

ประโยชน์ของเครือข่ายต่อการทำงาน …


Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 257 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 259 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

ประโยชน์ของเครือข่าย
ต่อการทำงาน …

 

ในความเป็นจริงในการทำงานในรูปเครือข่าย อาจจะไม่มีรูปแบบหรือวิธีการที่ตายตัว ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมในแต่ละองค์กรมีความ
หลาก

หลาย ดังนั้น เพียงแต่เราเปิดใจให้กว้าง ยอมรับรู้เรื่องราวของคนอื่น และคิดเสมอว่างานของคนอื่น จะประสานกับงานของเราได้อย่างไร เท่านี้เองก็จะช่วยให้การก่อตั้งของการทำงานใน
รูปแบบเครือข่ายมีการเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่พึงประสงค์ได้อย่างไรก็ตามในทางทฤษฎีอาจกล่าวได้ว่า องค์ประกอบสำคัญของการทำงานในรูปเครือข่าย ควรประกอบด้วยหลักวิชาการและแนวปฏิบัติ
ดังต่อไปนี้

หลักการของการทำงานของเครือข่าย

1. ต้องถือว่าทุกฝ่ายมีเกียรติ / ศักดิ์ศรี / สิทธิ / โอกาสที่เท่าเทียม
กัน

2. การทำงานในรูปของเครือข่าย เป็นการทำงานในแนวราบ ไม่มีการสั่งการจากฝ่ายใด

3. จัดเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผ่านการทำงานร่วมกัน

ระดับของความร่วมมือ

ในความร่วมมือกับการทำงานในรูปของเครือข่าย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ถึงระดับของความร่วม
มือ เพราะระดับของความร่วมมือจะเป็นตัวกำหนดกิจกรรมในการทำงาน ได้มีการแบ่งระดับความร่วมมือไว้ ดังนี้

1. ระดับเครือข่าย (Networking) เป็นความร่วมมือในระดับ
ต่ำสุด มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลตามอัธยาศัย เป็นแหล่งข้อมูลซึ่งกันและกัน ใช้เวลาและความไว้ใจกันในความร่วมมือน้อย

2. ระดับประสานงาน (Coordination) เป็นความ
ร่วมมือที่สูงกว่าระดับเครือข่าย
มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล จัดกิจกรรมตามเป้าหมายร่วมกัน มีกิจกรรมที่ต้องประสานตกลงกัน
มีข้อจำกัดในการทำงานและการบริหารที่ไม่ซ้ำซ้อน

3. ระดับความร่วมมือ (Cooperation) มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน
ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งต้องใช้เวลา และมีความไว้วางใจกันมาก จัดเป็นความร่วมมือในระดับค่อน
ข้างสูง

4. ระดับทำงานร่วมกัน (Collaboration) เป็นระดับความร่วมมือสูงสุด มีการทำทุกอย่างตามข้อตกลง แต่มีการสร้างศักยภาพของคนทำงานทั้งสองอย่างให้บรรลุเป้า
หมายร่วมกัน มีระบบบริหารที่ต้องพึ่งพากันเพื่อให้งานสำเร็จ มีการใช้ทรัพยากรและมีเงื่อนไขผูกพันเท่ากันทั้งสองฝ่าย

รูปแบบการรวมตัวของเครือ
ข่าย

ลักษณะการรวมตัวของเครือข่าย เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรได้ศึกษาไว้ เพราะรูปแบบการรวมตัวจะช่วยให้หาระดับร่วมกันบรรลุวัตถุประสงค์
ได้ค่อนข้างง่าย ในทางปฏิบัติรูปแบบการรวมตัวมักขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ทำร่วมกัน ซึ่งมี 3 รูปแบบ คือ

1. รวมกลุ่มสนใจ (Community of Practice) เป็นการทำงานใน
รูปของเครือข่ายเฉพาะเรื่อง จะมีการรวมตัวกันในเรื่องที่สนใจร่วมกัน และช่วยกันผลักดันให้ภารกิจของเรื่องที่สนใจร่วมกันบรรลุเป้าหมาย

2. รวมกลุ่มหน่วยงาน (Network
Organization) เป็นการรวมกลุ่มในลักษณะของการนำเอาบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานเป็นตัวตั้ง และร่วมกันปฏิบัติภารกิจตามที่หน่วยงานร่วมกันกำหนด

3. รวมกลุ่มทาง
อินเตอร์เน็ตไม่เห็นตัวกัน (Virtual Community) เป็นการช่วยเหลือกันในเชิงวิชาการเป็นหลัก จัดเป็นการร่วมมือที่ประหยัดเวลา และสะดวกในการทำงานที่สุด

ลักษณะ
ของกระบวนการทำงานในรูปของเครือข่าย

ลักษณะของการทำงานในรูปของเครือข่าย จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีกฎกติกาในการทำงานร่วมกัน อย่า
คิดว่าเมื่อเรารู้เขารู้เราแล้วรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เพราะข้อตกลงนี้ยังมีน้ำหนักไม่มากพอที่จะให้การทำงานราบรื่นได้ ดังนั้นลักษณะของการทำงานในรูปแบบของเครือข่ายที่มี
ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

1. เครือข่ายที่เกิดขึ้นควรเป็นเครือข่ายที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นไปในลักษณะของผู้ผลิต เป็นเครือข่ายที่ร่วมกับผู้ใช้สินค้า

2. การสื่อสารภายในเครือข่ายควรเป็นการสื่อสารสองทาง

3. เครือข่ายมีการบริหารจัดการที่เป็นอิสระของตนเอง

4. ผู้ร่วมงาน กลุ่มผู้
สนใจและเครือข่ายมีเป้าหมายร่วมกัน

5. เครือข่ายเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมมีการเลิกไปเป็นเรื่องธรรมดา

6. การติดต่อประสานงานระหว่างเครือข่าย ต้องมี
กฎกติกามารยาทที่ใช้เป็นแนวปฏิบัติร่วมกัน

7. เครือข่ายขนาดใหญ่ ถ้าจะให้ยั่งยืนต้องมีความเป็นเจ้าของ มีข้อผูกพันและได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า

จุดเสี่ยงของการทำงานในรูปเครือข่าย

ข้อแนะนำต่อไปนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานในรูปเครือข่าย ที่องค์กรหรือหน่วยงานทั้ง
หลายต้องพึงหลีกเลี่ยงและระมัดระวัง เพื่อให้การดำเนินงานในรูปของเครือข่ายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

1. เครือข่ายทำงานไประยะหนึ่ง อาจติดยึดไม่อยากให้เกิดการเปลี่ยน
แปลง

2. เครือข่ายอาจเริ่มเบี่ยงเบน ไม่เป็นที่สนใจของสมาชิก

3. เครือข่ายอาจเริ่มก่อตั้งโดยไม่มีวิสัยทัศน์ ความต้องการไม่ตรงกันทำให้

ภารกิจไม่ชัดเจน

4. ไม่มีการกำหนดบทบาททุกฝ่ายไว้ชัดเจน

5. กลุ่มผู้รู้บางคน หรือบางหน่วยงาน อาจมีความเข้มแข็งทำให้อิทธิพลเหนือ

ผู้อื่น ซึ่งอาจทำลาย
บรรยากาศของความร่วมมือ

อุปสรรคของการจัดการความร่วมมือ

นอกเหนือจากจุดเริ่มของการทำงานในรูปเครือ
ข่ายแล้ว เรื่องของอุปสรรคในการจัดการความร่วมมือของเครือข่าย ก็เป็นเรื่องที่พึงระมัดระวังด้วย ทั้งนี้ เพราะองค์ประกอบของการทำงานในรูปของเครือข่ายที่สำคัญที่สุด คือ “คน” และพฤติกรรม
ของคนเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดอุปสรรคในการทำงานมากมาย ดังนั้นในการทำงาน เรามักจะพบกับปัญหาและอุปสรรคดังต่อไปนี้

ผู้คนรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก ไม่มีแรงพลังพอที่จะทำให้
เครือข่ายความร่วมมือเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ลักษณะของหน่วยงานที่มีความร่วมมือที่ดีกับหน่วยงานอื่น

พฤติกรรม
บางอย่างที่ผู้คนในองค์กรและนอกองค์กร สังเกตเห็นได้โดยง่าย เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงลักษณะของหน่วยงานอื่น พฤติกรรมเหล่านั้นได้แก่สิ่งเหล่านี้

1. แม้จะเป็นองค์กรขนาดใหญ่แต่
ก็ทำอะไรได้อย่างรวดเร็ว

2. มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้อย่างเปิดเผย ซื่อตรง เพื่อเป็นการขจัดความ

คิดเห็นที่ไม่เข้าท่า

3. มีความคิดร่วมกัน
และยอมรับนับถือการทำดีของบุคคลในหน่วยงาน

ปรัชญาของความร่วมมือ

ภายใต้ผลงานที่ปรากฏว่าหน่วยงานนั้นมีความร่วม
มือที่ดีต่อหน่วยงานอื่น ถ้าเราจะ

หันกลับมามองถึงมูลเหตุของแรงจูงใจที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมของความร่วมมือที่ดี จะพบว่าหนึ่งในปัจจัยทั้งหลายที่มีส่วนช่วยให้หน่วยงานประสบความสำเร็จได้
นั้น คือ การนำปรัชญาของความร่วมมือมาใช้ในหน่วยงาน ซึ่งปรัชญาของความร่วมมือ ได้แก่

1. ส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติงาน มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านความคิด และข่าวสาร

ข้อมูลซึ่งกันและกันให้มากที่สุด

2. ลดเงื่อนไขและปัจจัยปิดกั้นการมีส่วนร่วมคิดร่วมทำของคนทุกคนในหน่วยงาน

3. ให้ข่าวสารข้อมูลแก่ผู้
ปฏิบัติงานให้มากที่สุด

4. ส่งเสริมและจูงใจให้ผู้ปฏิบัติคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ

5. กระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติงาน เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของในผลลัพธ์ของงานที่ดี
แม้

ไม่ใช่เป็นเจ้าของต้นความคิดก็ตาม

ในหน่วยงานมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผมมีความเห็นว่าควรมีการนำระบบการทำงานที่เป็นเครือข่ายเข้ามาช่วยในการทำงาน
เพื่อเกิดความรัก ความสามัคคี ของบุคลากรในหน่วยงาน แล้วท่านล่ะคิดอย่าไรในการทำงานระบบนี้

Author : kom805

rating: 0% - 0 votes

  • 0.00 / 5 5
0 votes, 0.00 avg. rating (0% score)

สาระน่ารู้กับการเขียนหนังสือราชการ …


Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 257 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-content\plugins\author-love\author-love.php on line 259 and defined in C:\inetpub\wwwroot\msu_blog\wp-includes\wp-db.php on line 992

สาระน่ารู้กับการเขียนหนังสือราชการ

ในการติดต่อสื่อ
สารระหว่างหน่วยราชการ หนังสือเป็นเอกสารที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะการจัดทำเอกสารที่ดีย่อมจะเกิดผลดีกับหน่วยงานที่จะติดต่อสื่อสารด้วย แม้กระทั่งการขอความร่วมมือต่างๆย่อมที่จะ
ผ่านพ้นไปด้วยดีจนทำให้เกิดความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
การเขียนเอกสารของทางราชการนั้นจะต้องคำนึงถึงตั้งแต่เริ่มแรกของการเขียน คือ เรื่อง จะเขียนอย่างไรจะได้ใจความที่ชัดเจน
และกระชับไม่ต้องมาตีความใหม่ ทำให้เกิดความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันความมุ่งหมายของการเขียนชื่อเรื่อง ให้รู้ในความที่ย่อสั้นที่สุดของหนังสือ ให้สะดวกแก่การเก็บค้น
ให้สะดวกแก่การอ้างอิง

 

การเขียนเรื่อง คือ

1. การขั้นต้นด้วยกริยา จะชัดเจนดี เช่น “ขออนุมัติ” “ขออนุญาต” “ขอให้”

2. การขึ้นต้นคำนาม จะ
ไม่ชัดเจน

3. เรื่องที่ยาวเกินความจำเป็น เช่น “การลงโทษข้าราชการพลเรือนที่กระทำผิดวินัยข้าราชการพลเรือน” ซึ่งเรื่องยาวเกินไปและจำยาก ดังนั้นถ้าหากให้กระชับควรจะเขียนชื่อเรื่องดังนี้
“การลงโทษข้าราชการ” เป็นต้น

4. เรื่องที่ไม่เป็นประโยควลี เช่น “เครื่องพิมพ์ดีด” สมควรที่จะขยายความให้ชัดเจนขึ้นกว่านี้ คือ “เครื่องพิมพ์ดีดหาย” “การซื้อเครื่องพิมพ์ดีด” ทำให้ผู้รับเรื่อง
สามารถเข้าใจใจความได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม

5. เรื่องที่ไม่รู้ใจความ เช่น “แจ้งมติคณะรัฐมนตรี” “การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย”

6. เรื่องที่เก็บค้นอ้างอิงยาก เช่น “
ซ่อมถนน” ควรจะขยายความออกไปเพื่อใช้ในการอ้างอิง เช่น “ซ่อมถนนที่เสียหายเพราะน้ำท่วม” “การซ่อมถนนสุขุมวิท ซอย 21” เป็นต้น

7. เรื่องที่แยกความแตกต่างจากเรื่องอื่นไม่ได้ เช่น “
ขอความร่วมมือ” ควรจะระบุว่า “ขอความร่วมมือในการจัดสัมมนานักบริหาร” “ขอความร่วมมือในการสำรวจสำมะโนประชากร” “ขออนุมัติเลื่อนเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ” “ขออนุญาตนำเงินตราออก
นอกประเทศ” “ขอผ่อนผันการคัดเลือกเข้ารับราชการทหาร” “ขอหารือเกี่ยวกับระเบียบสารบรรณ” “ขอเชิญเป็นวิทยากรบรรยาย” เป็นต้น

 

หลัก
การเขียนหนังสือราชการ

หลักทั่วไปนิยมยึดถือในการเขียนหนังสือราชการ คือ
การเขียนให้ถูกต้อง ได้แก่ เขียนให้ถูกแบบ ขียนให้ถูกเนื้อหา การให้เขียนถูก
หลักภาษา และการเขียนให้ถูกความนิยม

1. การเขียนให้ถูกแบบ คือ การจัดทำหนังสือให้ถูกรูปแบบ และโครงสร้างของหนังสือราชการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ
.2526 ก่อนจะเขียนหนังสือติดต่อราชการจะต้องพิจารณาก่อนว่าจะใช้หนังสือแบบใดสำหรับติดต่อราชการ เช่น

1.1 รูปแบบและโครงสร้างหนังสือภายนอก

1.2 รูปแบบและ
โครงสร้างหนังสือภายใน

1.3 รูปแบบและโครงสร้างหนังสือประทับตรา

2. การเขียนให้ถูกเนื้อหา เนื้อหาหรือข้อความของหนังสือราชการทั่วไปควรประกอบด้วยเนื้อหา 3 ส่วน ดัง
นี้

2.1 ส่วนที่เป็นเหตุที่ทำให้มีหนังสือไป

2.2 ส่วนความประสงค์ที่ทำให้มีหนังสือไป

2.3 ส่วนสรุปความ

การเขียนส่วนที่เป็นเหตุที่มีหนังสือไป นิยมใช้คำเริ่ม
ต้นหนังสือ ดังนี้

1. ด้วย (ตามด้วยเหตุที่มีหนังสือไป)

2. เนื่องจาก (ตามด้วยเหตุที่มีหนังสือไป)

3. ตาม (ตามด้วยเหตุที่มีหนังสือไป) ลงท้ายด้วย นั้น

4. ตามที่ (ตามด้วย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นที่รับรู้โดยทั่วไป)

5. อนุสนธิ (ตามด้วยเหตุที่มีหนังสือไป) ลงท้ายด้วย นั้น
ส่วนเหตุที่มีหนังสือไปในกรณีที่เป็นการเริ่มเรื่องใหม่ ไม่เคยติดต่อ หรือรับรู้กันมาก่อน
ให้เริ่มต้นการเขียนหนังสือส่วนที่เป็นเหตุด้วยคำว่า “ด้วย” หรือ “เนื่องจาก” ส่วนกรณีอ้างถึงเรื่องเดิม

หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเขียนส่วน
สำคัญของส่วนเหตุ
คือ 5W 1H (WHO WHAT WHERE WHEN WHY HOW) ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม อย่างไร

3. การเขียนให้ถูกหลักภาษา การเขียนให้ถูกหลักภาษาไทยที่
ควรระวังมี 2 เรื่อง คือ

3.1 รูปประโยค

3.2 ความสัมพันธ์ระหว่างข้อความ

รูปประโยค จะประกอบไปด้วย ประธาน กริยา กรรม ประโยคแต่ละประโยคจะต้องมี
กริยาเสมอ ประธานและกรรมของประโยคอาจจะละไว้ในฐานที่เข้าใจ ข้อความอาจจะประกอบไปด้วยประโยคหลายประโยค โดยเชื่อมด้วยคำสันทาน เช่น และ กับ รวมทั้ง ตลอดจนลักษณะของรูป
ประโยค เช่น

รูปประโยคที่ไม่มีกรรม คือ “รถใหญ่วิ่งชา” “รถเล็กวิ่งเร็ว”
รูปประโยคที่มีกรรม คือ “รถสีดำชนรถสีขาว” “รถสีดำชนรถ
สีขาวดังสนั่น”
รูปประโยคที่มีประธานร่วม คือ “อธิบดีแก่หกล้มหัวฟาดพื้นและตายในเวลาต่อมา” “คนอ้วนกินอาหารหนักได้มากและกินอาหารหวานได้มากด้วย”

รูปประโยคที่มีกริยาร่วม คือ “อธิบดีแก่กับอธิบดีหนุ่มไปเที่ยวด้วยกัน” “อธิบดีแก่กับอธิบดีหนุ่มเล่นหมากรุกด้วยกัน”
4. การเขียนให้ถูกความนิยม จะต้องประกอบไป
ด้วย

4.1 สรรพนาม

4.2 ถ้อยคำ สำนวน

4.3 วรรคตอน

ความนิยมในสรรพนาม การใช้สรรพนามแทนผู้มีหนังสือไป เนื่องจากผู้ลงนามในหนังสือราชการ
เป็นการลงนามในฐานะเป็นตัวแทนของส่วนราชการ จึงนิยมใช้ส่วนราชการเป็นสรรพนามแทนผู้ลงชื่อในหนังสือ ไม่นิยมใช้ ข้าพเจ้า กระผม ดิฉัน ไม่นิยมใช้ข้าพเจ้าขอเรียนว่า กระผมขอเรียนว่า
เว้นแต่จะเป็นการลงนามในหนังสือในฐานะส่วนตัว

 

ความนิยมในการใช้ถ้อยคำสำนวน ให้ใช้ภาษาราชการ ไม่ใช่ภาษาพูด เช่น

1. “พร้อมนี้ได้แจ้งไปทาง
จังหวัดแล้วเหมือนกัน” ควรใช้ “ทั้งนี้ได้แจ้งให้จังหวัดทราบด้วยแล้ว”

2. “ไม่มีข้อเท็จจริงอะไรเพิ่มเติม” ควรใช้ “ไม่มีข้อเท็จจริงอันใดเพิ่มเติม”

3. “ประชาชนได้รับความเดือดร้อนแสน
สาหัส” ควรใช้ “ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง”

4. “ถึงตอนนี้” ควรใช้ “บัดนี้” “3 อาทิตย์” ควรใช้ “3 สัปดาห์” “เวลาผ่านมานานแล้ว” ควรใช้ “เวลาล่วงเลขมานานแล้ว” “
ตายตัว” ควรใช้ “ถาวร” “ยังไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาเลย” ควรใช้ “ยังไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาแต่ประการใด” “แต่งตัว” ควรใช้ “แต่งกาย” “เครื่องบินตก ผู้โดยสารตายหมด ไม่มีใครรอด”
ควรใช้ “เครื่องบินตก ผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งหมด ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต” “การปฏิบัติดังกล่าวผิดระเบียบ” ควรใช้ “การปฏิบัติดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับที่ระเบียบกำหนด” “ไม่รู้มาก่อนว่าต้องการข้อมูล”
ควรใช้ “ไม่ทราบว่าประสงค์จะขอรับข้อมูล”

5. “โรคหมาบ้า” ควรใช้ “โรคพิษสุนัขบ้า” “เจอ” ควรใช้ “พบ” “บอกว่า” ควรใช้ “แจ้งว่า” “เยอะแยะ” ควรใช้ “มากมาย” “ให้แจ้งเรื่องนี้ไปได้
เลย” ควรใช้ “ให้แจ้งเรื่องนี้ไปให้ส่วนราชการทราบได้”

6. “คิด” ควรใช้ “คำนวณ” เช่น “ขณะนี้มีปริมาณคำขอที่เข้าสู่การพิจารณาประมาณปีละ 3,000 คดี รวมกับเอกสารที่เก็บรักษาไว้
ตั้งแต่ปี 2529 จนถึงปัจจุบันอีกประมาณ 360,000 คดี คำนวณประมาณเป็นจำนวนเอกสารไม่น้อยกว่า 1,500,000 แผ่น”

การเขียนหนังสือราชการ มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคลากร
ในหน่วยงานราชการทุกคน เพราะต้องมีการติดต่อสื่อสารไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภายในส่วนราชการเดียวกัน หรือต่างส่วนราชการ เพราะฉะนั้นบุคลากรในหน่วยงานราชการทุกคน ควรมีการศึกษาเรียนรู้
เรื่องการเขียนหนังสือราชการเพื่อเกิดประโชน์แกหน่วยงานและตนเอง

 

Author : kom805

rating: 0% - 0 votes

  • 0.00 / 5 5
0 votes, 0.00 avg. rating (0% score)